Japan

เป็นจังหวัดสุดท้ายของ ทริปนี้แล้ว เมืองเกียวโต การเดินทางในเมืองนี้ ใช้รสบัสเป้นเวลาสองวัน และไป บ้านนอก อาราชิยาม่า อีกวันนึง

ที่พักที่เกียวโตนี่ อยู่ไกลจาก สถานีพอตัวนั่งรถไปไกลเลยทีเดียวกว่าจะถึง ทุลักทุเล กับสัมภาระพอตัว(เดินทางด้วยบัสไม่สะดวกตรงนี้หละ) เจ้าของที่พักเค้าพูดไทยได้นิดหน่อยด้วยนะ เค้าบอกว่า เคยมาอยู่ไทยหกเดือน ทำงานที่ภูเก็ตโตะ และ เที่ยวอยู่แถวสีลมมุ ด้วย เหอะๆ วันแรกออกเดินทาง เที่ยววัดรอบตัวเมือง แต่ว่ามัน บ่ายๆแล้วเที่ยวได้ไม่กี่ที่เท่านั้น ชื่อก็จำไม่ได้ด้วยยย

ที่ใหนก็ไม่รู้ครับจำไม่ได้แล้ว
วัดกินคาคุจิอันเลื่องชื่อ แต่ผมว่ามันก็งั้นๆอะ พระใหญ่บ้านเราเจ๋งกว่าเยอะ
แต่ถ้ามองแบบภาพรวมวิวรวมๆแล้วมันก็สวยดีครับ
ตอนเย็นๆมีพระเดินสวดอะไรไม่รู้รอบๆวัด 
จบวันแรกอย่าง งงๆ และเฉยๆครับ เพราะไปมาหลายวัดแล้วเลยเฉยๆซะมาก ตอนกลางคืนไปเดินเที่ยว แถวๆสถานีเกียวโต และ ย่านเที่ยวกลางคืน ครับ ที่นี่กลางคืนก็รถติด ประมาณแถวๆ สีลมบ้านเราเหมือนกันนะ รถเมล์มาสายไปหลายนาทีเลยหละ ได้ความรู้สึกของ กรุงเทพนิดๆเลยทีเดียว สำหรับรถติดเนี่ย
 
ออ ย่านเที่ยวกลางคืนเนี่ย หาร้านข้าวแทบไม่ได้เลยครับ มีแต่ร้านเหล้า บางร้านดูเหมือนร้านข้าวมาก เข้าไปแล้วเป็นร้านเหล้าแล้ว เราก็สั่งกันไม่เป้น มั่วๆมากิน... แพงโคตรๆ แต่อร่อย เหล้าแรงมาก กินไปแก้วเดียว วิญญาณเกือบหลุด
 
วันต่อมาผมยังเที่ยวในเกียวโตอยู่
 
ไม่ต้องถามว่าที่ใหนครับ เพราะจำไม่ได้ซะนิด รู้แค่มันไกลๆ
วัดนี้จำได้ว่า มีคนลืมร่มไว้ บนคาน เค้าก็ทำป้ายชี้ไปเขียนไว้ว่า ร่มที่ถูกลืม .. กลายเป็นจุดเยี่ยมชมของนักท่องเที่ยวไป... เหอะๆ เป้นคนไทยคงสอยลงมาแล้วเอาไปทิ้ง
 
วัดนี้ เรียวอันจิ หรือ ริวอันจิ นี่หละ คนเยอะมาก หยังกะมีงานวัด จำได้ว่ามี การให้เสียตัง ร้อยเยน เข้าไปเดินในที่มืดๆ แบบว่ามองไรไม่เห็นเลย แล้วตรงกลางข้างในก็มี หินก้อน นึง มีสัญลักษณ์ อยู่... แล้วก็บอกว่าเป็น อะไรซะอย่างจำไม่ได้แล้ว แค่นั้น.... อนาจมาก เหมือนโดนหลอกตัง คนมันก็ต่อคิดกันเต็มเลยนะ เราไม่รู้ก็ไปต่อด้วย เซ็งไป...แม่ง
 
คนขึ้นมาถ่ายรูปที่นี่เยอะมากเพราะมองเห็นวิว เกียวโต ยอมค่ำคืนสวยดี เสียแค่คนมันเยอะเกินไปอ่า
วันต่อมาผมไป อาราชิยาม่า... ก็เมืองบ้านนอกเมืองนึง ไม่รู้ว่ามีอะไรดีครับ คนแม่งมาเที่ยวกันเป็นหมื่นได้มั่ง วันเสาร์พอดี ออ เช้าวันนี้มีโอกาสได้คุยกะ สาวญี่ปุ่นที่มาเที่ยวเกียวโตแล้วพักที่เดียวกันครับ เธอก็บอกเหมือนกันว่า วันนี้คงไม่ไปอาราชิยาม่า เพราะคนเยอะแน่ๆ
 
แน่ครับ เยอะจน พวกผมหาล๊อคเกอร์ฝากกระเป๋าไม่ได้เลยทีเดียว เยอะมากๆ
 
 
มีกล้วยประหลาดด้วย
 
ไปเจอะยืนเป้น pretty อยู่ในวัดครับ คนถ่ายรูปกันตรึมเลย ไม่รู้ใครพามา
แอบถ่ายไประหว่างนั่งพัก สาวญี่ปุ่นนี่ดีเนอะ เอาใจเว่อร์มาก
 
จากนั้นผมก็เดินหลงๆกันอยู่ในอาาชิยาม่า ประมาณ 2-3 ชม. ครับ ขึ้นเขาไปใหนก็ไม่รู้ สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินกลับทางเดิมดีกว่า GPS พอช่วยได้บ้างแต่ไม่มากครับ เพราะ ระบุท่อยู่เราเป้นวงกว้างเกินไป ก็เลยได้แต่พึงแผนที แต่สุดท้ายก็กลับมาที่สถานี เกียวโต ได้ ก็สบายใจ กินเที่ยวอยู่แถว สถานีครับ
 
จนได้เวลานั่งรถกลับโตเกียว ปรากฎ มีเหตุการณ์ ชอคโลก เกิดขึ้น คือ.... จำเวลาผิดครับ ตอนนั้นสี่ทุ่ม สี่สิบ นรกมากๆ ไม่มีรถเหลือแล้วเหอะๆ
 
ถ้าไม่ได้กลับโตเกียว ก็แปลว่า พวกผมอาจจะกลับไป เก็บของเพื่อไปขึ้นเครื่องไม่ทันครับ เพราะถ้านั่งรถเช้าก็กลับถึงโตเกียวเย็นๆอยู่ดี แต่เราก็ยังมีทางออก ที่ชินคันเซ็น ด่วนจี๋ตอนเช้าได้ แต่ปัญหาตอนนี้ อยู่ที่ ไม่มีที่พักครับ กลางคืนก็หนาวสุดยอด ไม่มีที่พักนี่เหอะๆ เซ็งกันไป
 
สุดท้ายก็โทรไปรบกวนเพื่อนที่โอซาก้า ครับ ขอไปพักบ้านมันอีกคืนนึง แอบเศร้าใจครับ มันเพิ่งเดท กะแฟน ก็ต้องรีบไปส่งแฟน และ กลับมาหาเพื่อนๆ เหอะๆ รบกวนของแท้...
 
แต่จริงๆ ก็เกือบกลับโอซาก้าไม่ทันครับ เพราะอีกห้านาที ก็ไม่ทันรอบสุดท้ายแล้ว ถ้าไม่ทันนี่ จบข่าวทันที
 
จาก ทริปที่ไม่ได้ นั่งชินคันเซ็นก็ได้นั่งครับ ราคา 12000 กว่าเยน แพงมาก ตีเป้นเงินไทยก็ คูณ.35 เข้าไปนะ...
กลับมาถึงเช้าวันต่อมาก็ ซื้อของ+ ขนม กลับไทยครับจัดของออกเดินทางตอน 15 น. ครับ ต้องไป check in ก่อน 18.05 ...ซึ่งจากการคำนวนเวลามาอย่างดีครับ เราจะไปทัน และมีเวลาซื้อของฝากอีก ชม. นึงที่สนามบิน คือ ไปถึงตอน 17.00 นั่นเอง
 
แต่... เราไปไม่ทัน ครับ ..ลืมคิดเวลาเดินทางจากห้องเพื่อน ไปป้ายรถเมล์ และ ไปสถานีความซากิ ไม่ได้รวมเวลาในการคืนบัตร suika อีก และที่สำคัญ เราไม่ได้รวมเวลาที่เราเดินลากกระเป๋า หนัก 20 กิโล ++ ขึ้นลงบันได ว่ามันจะต้องใช้เวลา เพิ่มอีกมากมายขนาดใหน
 
แต่ที่เพื่อนเดินทางค่อนข้างบ่อย ถึงสนามบินแล้วไม่มีหลุดเลยว่าต้องไปฝั่งใหนคือ ดูทางได้รวดเร็วมากว่า สายการบินอยู่ที่ตึกใหนไม่งั้นนี่ไม่ได้กลับแน่เลย
 
ไปถึง18.10 ครับ ปิดรับ checkin ไปเีรียบร้อย ขึ้นสวรรค์ นั่นคือผมจะไม่ได้กลับไทยแล้ว จอร์จจจซองขาวเริ่มปรากฎบนโต๊ะทำงาน(ลาไปสองอาทิตย์เต็ม ถ้าไม่โผล่หัวกลับไปนี่ไม่รอด)
 
แต่ยังดีครับ ที่เรามีการ online check in ไปแล้วอินเตอร์เน็ท มันประเสริฐ แท้ เค้าแล้วยอมให้ load ของครับ มีเจ๊ อีกคนมาหลังผม นิดหน่อย แต่ ชีไม่ได้ขึ้นเครื่องครับ เพราะปิดเชค อินแล้ว จากนั้น เราก็วิ่งๆ ไปหาเครื่องบินในเวลาสิบนาที ครับ... ทันถมถืด เลยทีเดียว เข้าไปนั่งรอในเครื่องตั้งนาน รู้งี้ไปเดินซื้อของก่อนดีก่า
 
ทำให้การไปเที่ยวคราวนี้มีของฝากกลับมาน้อยมากครับ เพราะ เผื่อเิงินไปไว้ซื้อ ตั้ง 10000กว่า เยน แต่ไม่ได้ใช้เลย
 
แล้วผมก็ได้โรคกล้ามเนื้ออักเสบติดตัวกลับมาด้วยครับที่หลังด้านขวา เนื่องจากต้องฝืนแบบน้ำหนักเกินอยู่บ่อยครั้ง และต้องรีบเร่งเดินทาง  จนตอนนี้ยังไม่ได้ไปหาหมเลย ยังมีอาการปวดกล้ามเนื้อที่หลังเป้นรั้งคราวอยู่ น่ารำคาญใจมากๆ แต่ก็ช่างมันไป
 
สรุปการไปเที่ยวญี่ปุ่นราวนี้ได้ เปิดหูเปิดตา จริงๆครับ ได้เห็นว่าไอ่ที่เราว่าเจริญๆเนี่ยมันเป้นยังไงสาวญี่ปุ่นน่ารักขนาดใหน อากาศหนาวมันเป้นยังไง และเมืองที่มีระเบียบมันดียังไง รถไฟ รถเมล์ตรงเวลามันสุดยอดกับชีวิตขนาดใหน หาได้ที่ญี่ปุ่นนี่หละ

 ดููปทั้งหมดที่ http://katsucpe.multiply.com/photos

ช่วงนี้เหงาจริงๆครับเหอะๆ ไม่ค่อยชอบบรรยากาศปลายปีเลยให้ตายสิ

วันนี้จะเล่าถึงอนไปโอซาก้า กะ รอบๆ เท่าที่เล่าได้ ละกัน 

ในสาม โซนใหญ่ๆที่ผมไป คือ โตเกียว โอซาก้า และ เกียวโต โอซาก้า นับเป็นเมืองที่ดูดีและน่าอยู่ที่สุดแล้วครับ ถ้าเป็นไปได้ มีโอกาสไปอีกครั้ง คงไปโอซาก้าเนี่ยหละ

ผมนั่งรถจากโตเกียว มาตอนกลางคืนครับ รถออกประมาณ เกือบๆ ห้าทุ่ม ถึง โอซาก้า เช้าๆจำไมไ่ด้ละกี่โมง แต่เช้าพอตัว จากนั้นก็ทำการซื้อบัตร คันไซ ทรูพาส และ โอซาก้าอันลิมิต สำหรับเที่ยวในโอซาก้า และเมืองแถบคันไซนั่นเอง ตรงนี้เป็นอีกอย่างที่ชอบครับ ส่งเสริมการท่องเที่ยว ดีมีบัตรลดเข้าสถานที่ท่องเที่ยวเจ๋งๆ เยอะมาก จนไม่สามารถเข้าได้ครบทุกที่ต้องเลือกเอา

ผมมีเพื่อนอยู่ที่โอซาก้าคนนึง ไม่ได้เจอะกันเป็นปี แล้ว มาเจอะที่ญี่ปุ่นนี่ โอ้ว มีความคล้ายคนญี่ปุ่นไปซะมากแล้ว การแต่งตัวนี่ได้เลย หลังจากเอาของไปเก็บที่ บ้านมันแล้วก็ ออกเดินทาง ไปกินข้าวกัน

ที่ร้านข้างได้พบสุดยอดนวัตกรรม อย่างนึงของเครื่องกดน้ำครับ

คือเครื่องนั้นมันจะมีทั้งเครื่องดื่มร้อน และเย็น แต่ที่มันเจ๋งคือมัน สามารถตรวจสอบลักษณะแก้วได้ครับ เพราะว่า แก้วสำหรับของร้อน เย็นไม่เหมือนกันถ้าเอาแก้วผิดประเภทไปวางแล้วกด มันจะไม่ออก... แม่ง สุดยอดมาก

แต่ที่สุดยอดกว่า ของเย็นนั้น ถ้าคุณไม่ตักน้ำแข็งใส่แก้วมาให้เรียบร้อย มันก็จะกดไม่ออกเช่นกัน.... เครื่องมันเมพขิงๆ จริงๆนะ หน้าตาก็ดูเหมือนเครื่องกดเครื่องดื่มทั่วไปแท้ๆ

 

หลังจากนั้น เราก็ไปใหนกันหว่า... ปราสาทฮิเมจิ ครับ สวยงามอลังการ พอตัวเลย

ผมไม่ได้ถ่ายรูปด้านในมาเลย ครับ แต่สภาพด้วยในตัวปราสาทก็ สวยงามแบบเก่าๆขลังๆ ดี เรียกได้ว่า มาคันไซต้องมาที่นี่กันทุกคน เพื่อนที่อยู่ที่นี่ก็บอกว่า มาเป้นรอบที่สี่ แล้วแต่ก็ยังชอบอยู่ เพื่อนผมเป็นไกด์ที่ดีครับ อธิบายนู่นนี่เยอะแยะเลย สุดยอดๆ

จากนั้นก็ไปเดินเล่นในสวน โคโคเอ็นที่อยู่ใกล้ๆกับปราสาท เสียค่าเข้า 300เยน ครับไม่แพง ข้างในสวยมากอีกแล้ว ผมว่าสวนที่ญี่ปุ่นนี่ สวยๆเยอะนะ

จากนั้นก็เดินทางไปเมืองโกเบ เพื่อกินเนื้อย่างครับ เหอะๆ

แต่อีกอย่างที่น่าสนใจไม่แพ้เนื้อย่างคงเป็นสภาพตึก และเมือง ของโกเบ ไม่น่าเชื่อว่าสิบปีก่อนโดนแผ่นดินไหวจนเน่าไปทั้งเมือง ตอนนี้เจริญมากๆ ตึกสวยงาม มีสิ่งก่อสร้าง ที่แสดงความสามารถทางด้านกลศาสตร์ของผู้สร้างด้วย เจ๋งมาก ซึ่งหลังจากชื่นชมอยู่นานครับ ก็ลืมถ่ายรูปมาก แหะๆ

มาพูดถึงเนื้อย่างที่นี่ ก็อร่อยดีนะ มีความแตกต่างจากเนื้อย่างบ้านเราอยู่ แต่ถ้าไม่ถือสาเรื่องรสชาติอะไรมากก็ กินที่ไทยก็อร่อยแล้วครับ แต่กินที่นี่อร่อยไปอีกแบบเพราะมีเพื่อนๆที่ไม่ได้เจอะกันนานด้วยหละมั่ง กินพร้อมเบีบร์เย็นๆอร่อยเหาะ ตรงเมืองโกเบ ยังมีส่วนที่ port ที่สวยงามครับ ไปนั่งกะแฟ ก็โรแมนติกดี.... ซึ่งตรูไม่มีเหอะๆ เป็นอีกสถานที่ดินเนอร์ โรแมนติกครับ ที่โกเบ

วันต่อไป ก็ไปเที่ยว เมืองนารากัน ครับ ไม่มีอะรไน่าสนใจในเมืองนี้ นอกจากกวาง และ รูปปั้นในวัด สวยดีครับ

กว้างในโคลนตม

 

ผมชอบรูปปั้นพวกเทพของที่นี่ครับ ดูมีพลังและดุดันมาทีเดียว กวางที่นารา เดินไปมาได้อย่างอิสระครับ นับว่าเป็นตัวนรกไม่แพ้ลิงลพบุรีบ้านเรา เพราะมันจะชอบจิ๊กของ พวกถุง หรือ กระดาษในมือเราไปกิน ผมเห็นเด็กๆที่มาทัศนศึกษา เดินงาบชีทไปกะตา เหอะๆ แลวก็ไม่ต้องตามเลยทีเดียวมันวิ่งเ็ร็วมากมาย ถ้าไม่ได้เป้นเสือหรือ สิงโตน่คงไม่ต้องตามมันอะ จับไม่ได้แน่นอน จริงๆนาา อาจจะมีที่เที่ยวมากก่านี้ แต่เนื่องด้วยเวลาจำกัด จึง เดินกันแค่ วัด สองที่แล้วก็กลับ

หลังจากนั้น ก็มีไปเดินที่ แถวนัมบะกัน ที่ย้ายชอปปิ้งเลยทีเดียว ของเยอะมากๆ เป็นที่เพลิดเพลินของสาวๆครับส่วนผมก็เดินหาขนมกินไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่ค่อยมีเลย แถวนี้ไม่มีูปเช่นกัน เพราะ มันมีแค่ร้านขายของ แหะๆ

ตกเย็นแล้ว จำไม่ได้ว่า แยกกันเที่ยว ผมกับเพื่อนอีกสองคนไป สิ่งที่เรียกว่า den den town เป็นแหล่งขายของ อิเล็กทรอนิก ...มันว่ากันว่างั้น ก็ไปกัน ส่วนคนที่เหลือ เดินใน นัมบะต่อ

ที่ den den town นั่น แท้จริงแล้ว หาใช่เมืองอิเล็กทรอนิกซะเท่าไหร่ มันเป็นแค่ที่ๆมีร้านของอุปกรณ์ไฟฟ้าเยอะหน่อยเท่านั้นเอง แล้วก็ไม่ได้มีของเยอะอะไีร มีแต่ร้านเล็กๆ แต่ที่พิเศษหน่อย ตรงที่มีร้าน 18+ เยอะมากครับ รวมทั้งร้านลึกลับที่ต้องเดินขึ้นบันไดขึ้นไปตามซอกหลืบ หึหึ... มีโปสเตอร์ชวนสยิ๋ว ให้เป้นเป้นระยะๆ

หลังจากเดินที่ den den ซึ่งเกือบหลง กลับไม่ได้ซะแล้ว เสร็จก็เดินทางไปที่ สถานี อุเมดะ ครับ เพื่อ เดินไปยังสวนลอยฟ้าที่ สวยโคตรๆ ประทับใจมากๆ จนเป้นสาเหตุที่อยากกลับไปเที่ยวอีกรอบเลยทีเดียว

 เนื่องจากมันมืด และ โคตรหนาวมาก ครับเป็น8 องศา + ลม ที่แรงพอตัว เพราะสูงถึง 176m เลยไม่ได้ถ่ายรูปมาเท่าไหร่ ไปดูกันเองดีกว่าครับ รูปมันไม่สวยเท่าของจริงหรอก มองเห็น รอบๆสวยงามโรแมนติกสุดขีด ขึ้นไปแล้วก็แบบว่า เหงา เศร้า หนาว เลย...แนะนำว่า ใครจะไปควรมีแฟนแล้วนะครับสำหรับที่นี่ แหะๆ

จบไปอีกวันนึง ออ ที่โอซาก้าเวลาขึ้นบันไดจะชิดขวากันด้วยครับ ที่โตเกียวชิดซ้าย ตอนมาวันแรกๆก็มึนๆอยู่เล็กน้อย

วันต่อมาไปปราสาทโอซาก้า ตอนเช้าครับ ตัวปราสาทภายนอกสวยงามมาก ถูกสร้างมาให้เหมือนกันกับของเดิมที่โดนระเบิดไป แต่ข้างในนี่เป้น พิพิธภัณฑ์ ไปเรียบร้อยแล้วครับ ไฮโซ ทีเดียว แต่ก็ดีนะมีประวัติของ บุคคล และสงครามต่าางๆ ให้อ่าน สำหรับคนที่ชอบเรื่องประวัติศาสตร์ สงครามแล้วก็ น่าสนใจครับ

ภูมิทัศโดยรอบสวยงามครับ เพราะเป้นสวนสาธารณะ ด้วยมั่ง หลังจากนั้น ก็เดินทางกลับ จากนั้นเราก็ไปนัมบะกันอีกรอบด้วยเหตจำเป็นด้านรองเท้าครับ แล้วก็เดินเที่ยวแถวนั้น(อีกแล้ว) จนเป้นเหตุให้ไม่ได้นั่งเรือล่องทะเล แถวๆโอซาก้าตามแผนที่วางไว้

แต่ก็ดีแล้วหละครับ เพราะว่า ช่วงที่อยู่โอซาก้าน่ อาการเย็นมาก ประมาณว่า 3-10 องศาเท่านั้น หนาวมากๆ  อยู่นัมบะกันจนมืด ก็ไปที่ แถว WTC ของโอซาก้ากัน เพื่อเที่ยว WTC Cosmo Towerเพื่อนเล่าว่า เค้าตั้งใจจะให้ที่นี่เป็นศูนย์รวมของการค้าขาย แต่เนื่องจากนโยบายมาในช่วงที่ผิดพลาด ที่นี่เลยเงียบเหงามาก

ตึกใหญ่แต่แทบไม่มีคน ท่าทางดูแปลงไฟ หรือเพราะว่า ผมมากันดึกแล้วก็ไม่รู้ คนเลยแทบไม่เจอะเจอ จุดเดนนอกจากห้างที่สวยงาม แล้วก็คงเป้น ที่ชมวิวของ WTC Como ที่ขึ้นไปที่สูงอีกแล้ว แต่ว่าที่นี่ไม่  open-air เหมือนที่ อุเมดะ ครับ แต่ความสวยงามไม่แพ้กัน

ข้างบนนี่จัดสถานที่ไว้สวยงามมีการแบ่งลอคๆ ให้นั่งกันเป็นคู่ด้วยนะ เป็นสานที่ ออกเดทสุดโนแมนติกอีกแล้ว ซึ่งก็คงแนะนำเหมือนเดิมว่าไปกะแฟนนะ อย่างไปคนเดียว มันเหงา หน่มหมองในใจชอบกล

จากนั้นก็เดินทางกลับไปกินโอโคโนมิยากิ ร้านที่เจ้าถิ่นแนะนำมา อร่อยอีกแล้ว โคตรชอบอาหารที่นี่เลย >.<

วันนี้ก็จบของ โอซาก้าแล้ว ต่อไปจะเป้น ช่วงสุดท้ายที่ญี่ปุ่นแล้วครับ เกัยวโต เมืองสาวงาม

ปล. ไปดู ภาพทั้งหมดได้ที่ http://katsucpe.multiply.com/photos ครับ

ต่อจากเมื่อวานจันทร์ผมกำลังจะเดินทางไป โกเทมบะ outletเพื่อชอปปิ้ง ของมียี่ห้อนั่นเอง

พวกเราขึ้นรถกันที่แถวๆโกระ นั่นหละ ช่วงหลังมานี่ ขึ้นเป็นหลับ ขึ้นเป็นหลับ ไม่ว่าจะรถบัส หรือรถไฟ อย่าให้ได้นั่งเชียว แ่น่นอนครับ เพราะเที่ยวกันเหนื่อยกว่าทำงานหลายเท่านั้น ตื่นเช้า กว่าจะได้นอนก็หลังเที่ยงคืน ตื่นหกโมง ตีห้าเกือบตลอด คิดว่าเป้นใครก็ต้องมีอาการ หลับง่ายกันทุกแน่นอน...ถลุงร่างกายมา หนึ่งอาทิตย์เต็มแล้วตอนนี้

 หลังจากเราขึ้นรถที่เรามั่นใจว่ามันจะพาเราไปโกเทมบะ เอาท์เล็ท ได้เราก็ shutdown ทันทีเหอะๆ มีตื่นเป็นพักๆ เพื่อนๆก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่... จำได้ว่าตื่นครั้งสุดท้าย เป้นป้ายที่มีคนยืนรอกันเยอะๆ เป้นป้ายก่อนที่จะขึ้นทางด่วน เพื่อกลับไป โตเกียว.... ซึ่งโกเทมบะเอาท์เล็ทก็อยู่ระหว่างทางนั้นอะหละ เราก็สบายใจยังไม่ถึงนอนต่อ

ก็นอนๆๆๆ ... ไม่ถึงซะที... แต่ยังคงนอนไม่รู้เรื่องต่อไป... อ่ะ ถึงแล้วนี่....

ภาพโกเทมบะเอาท์เล็ท อยู่ห่างออกไปพอสมควร.... แต่ทำไม ไม่มีป้ายหละ แล้วมันก็อยู่อีกฝั่งแหะ ไม่มีทางข้ามไปด้วย.... 

ช่างมันเด๋วรถมันคงวนเข้าไปมั่ง...

มั่ง...

และมั่ง... ซักพักเพื่อนๆ เริ่มคิดกันได้ว่า มันต้องไม่ใช่แน่ๆ

กรูขึ้นรถผิดรึป่าวววว ด้วยความงง แต่ยังโชคดีอยู่นิดหน่อย คือเพื่อนคนที่มาเรียนภาษาญี่ปุ่นมาด้วย มันเลยไปถามให้และได้คำตอบว่า

"ไม่ผ่าน ลงแล้วข้ามไปอีกฝั่งขึ้นรถกลับไป" พร้อมกับอาการเอื่อมๆของคนขับเหอะๆ แล้วพวกบ้านนอกทั้งหลายก็จากรถคันนั้นลงมา สู่อากาศเย็นยามบ่ายที่ไม่มีแดดอีกครั้ง

งืมมมมม ป้ายกลางทางด่วน ข้ามไปอีกฝั่ง...แล้วทำไมอีกฝั่งรถมันวิ่งไปทางเดียวกะฝั่งนี้เลยฟระ...

เริ่มงีด ... แต่มีสะพานอยู่ เดินข้ามไปก่อนละกันอาจจะมีวนไปเจอ ทางกลับที่อีกฝั่ง

สิ่งแรกที่พบครับ

สุสาน....

...

.

แล้วก็ทางขึ้นเขา.. เมื่อกี้ คนขับบอกว่า ให้ข้ามาอีกฝั่ง... ข้ามไปใหนเนี่ยยยยย กรูอยู่ใหนของญี่ปุ่นเนี่ยยยย แล้วเค้าจากลับยังไงเนี่ยยยยย T-T

ตอนนี้ทุกคนยังหัวเรอะสนุกสนานครับ แต่ใจนี่แอบรู้ตัวว่า หลงนิดๆแล้วหละ แต่ที่ไม่เครียดกันเพราะว่าอย่างน้อยเราก็รู้ว่า เราวสามารถกลับโตเกีวได้ครับ เราหันหลังให้กับสุสานแล้วเดินข้ามกลับมาฝั่งเดิม

แล้วเราก็ค้นพบ!!!!

ค้นพบแล้วววว ทางไปใหนก็ไม่รู้ครับแต่ว่า ดูดีกว่าขึ้นเขาที่มีสุสานอยู่แน่นอน เราลองเดินไปกัน พบวิวทิวทัดที่สวยงามทีเดียว

หมู่บ้านกลางหุบเขา.... สุดยอดดดด ไม่อดตายแร้วววววว
 
ตอนแรกกะว่า เดินลงไปที่ หมู่บ้านแล้วเราอาจจะหาทางกลับไปที่โกเทมบะได้ (ยังไม่เลิกล้มความตั้งใจะ ชอปครับ) ประกอบกับเพื่อนผู้มี iPhone ที่มันพอจะมี GPS ตรวจดูได้ว่าตอนนี้เราอยู่ใหนแล้ว
 
ก็พบว่า ถ้าเดินลงไปเราจะเจอทางด่วนที่ใช้กลับ โกเทมบะได้ ครับ ดีใจอย่าสุดแสน T-T เดินลงไปพบว่าต้องรอรถ เกือบชม. แต่ก็ยังดีครับ ไม่ต้องกลับโตเกียว
 
สุดท้ายเราก็กลับมาลงรถที่ป้ายที่มีคนเยอะๆนั่นหละ ตอนหลังรู้ว่า จริงๆแล้วเราต้องลงป้ายนี้ เพื่อต่อรถของ โกเทมบะเอาท์เล็ท ตะหาก ไอ่รถคันแรกที่มันบอกว่าไปโกเทมบะเอาท์เล็ทได้ เพราะ มันผ่านตรงนี้นี่เอง
 
สุดท้ายก็ได้ไปชอปกัน ซึ่งผมไม่มีอะไรจะซื้ออยู่แล้วก็ไปเดินเล่น....จากที่ว่า เราไปหลงกันเป้น ชม.ๆ ทำให้มีเวลาชอปแค่ ชม. ครึ่งเท่านั้น และยกเลิกโปรแกรมเที่ยว คาวากุจิโกะ ของวันนี้ไป
 
ผ่านไปสามชม. ครับ กับการชอป...
 
นี่ขนาดนัดว่า ชม.ครึ่งนะ  กลายเป็นสามชม.ได้ไงเนี่ย เพื่อนๆ สุดท้ายเกือยไมไ่ด้รถไป คาวากุจิโกะอีก กว่าจะไปถึงก็โคตรดึก ไม่มีไรกินอีกแล้ว หิวโหยไปอีกคืน กินข้าวปั่นเป็นอาหารเย็น(เด๋วนี้ผมมีข้าวปั้นสำรองติดตัวตลอดเวลา)
 
วันต่อมาตื่นสายเลยครับ ชิวมาก เพราะว่าเมื่อวานเหนื่อยมาก ตื่นเกือบแปดโมง วันนี้เที่ยวชิวเลย เพราะว่าฟ้าปิด แผนที่ไปดูฟูจิ เลยเลิกไปหลายคนที่มาที่นี่ ก็อดดูเช่นกันครับ ฟูจินี่ดูยากจริงๆ วันฟ้าเปิดมันน้อยจริงๆหละที่ญี่ปุ่นมาอาทิตย์นึงแล้ว ผมเห็นดวงอาทิตย์แต่ สองวัน คือวันแรก แล้วก็วันที่อยู่ Owakudani ฟูจิขี้อายครับ
 
วันนี้เราไปเที่ยว Musicbox Museumเป้นที่รวมรวมกล่องดนตรี แบบต่างๆมากมายครับตกแต่งภายในแบบ ยุโรป สวยสุดขีด
กล่องเพลงมีเสียงเพลงเพราะ เลยทีเดียวครับ ที่เค้าเอามาโชว์อะนะ นอกจากนั้นยังมีให้เราสร้างเองด้วย แต่ว่าผมไม่ได้ไปดูว่าเค้าทำกันยังไง เดินถ่ายรูปรอบๆก็กินเวลาพอตัวละ แม้ว่ามันจะเล็กๆ ก็ตาม
 
ใครชอบเสียงดนตรี ก็น่ามาเที่ยวครับ มีโชว์บรรเลงดนตรีด้วย 
หลังจากนั้นเราก็กลับ โตเกียวแล้วก็ เตรียมตัวไปโอซาก้ากัน